หัวข้อ:โรคต้อกระจก คือ อะไรและแนวทางการรักษา

      ต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานานครับWHO ประเมินว่าทั่วโลก หกพันล้าน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้าน ซึ่งเป็นผลงานของต้อกระจกและโรคแทรกของมันถึง 45% โดยเฉพาะในแถบประเทศที่ไม่ร่ำรวยนักซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจัด (คุ้นๆเหมือนประเทศไทยไหมครับ)

 

ต้อกระจก คือการมัวของตาซึ่งเกิดจากความขุ่นในเนื้อเลนส์ในดวงตา ซึ่งมีหลายสาเหตุให้เกิด เช่น จากอายุที่มากขึ้น, โรคติดเชื้อในครรภ์มารดา, อุบัติเหตุ, การอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ, การรับรังสี, โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร, โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง, โรคทาง metabolic อีกเยอะ




นอกจากนี้ หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น






อาการโดยทั่วไปของผู้เป็นต้อกระจก คือ






ตามัวลง โดยมากจะค่อยๆมัวลงช้าๆทีละน้อย นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือโรคอื่นๆบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็ว




การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง) เมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืน




myopic shift คือ การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็น สายตาสั้นมากขึ้น คือการมองไกลจะ ไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกบางชนิด




monocular diplopia คือ เห็นภาพซ้อนเหมือนมีวัตถุปกติใดใดมากกว่าหนึ่งอัน ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว




ปวดตา และมีต้อหินแทรก อันนี้อันตรายครับ เพราะจะมัวไปเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ ได้ยาก หรือบางครั้ง ไม่ได้เลย




การรักษา






การรักษาด้วยยา : ตอนนี้มียาหยอดที่ใช้หลายยี่ห้อครับ โดยมากจะเคลมว่า สามารถทำให้เลนส์ ที่ขุ่นใสขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้การขุ่นที่ค่อยๆมากขึ้นนั้น ขุ่นช้าลงกว่าเดิมครับ เท่าที่ลองๆ ใช้กันดู ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ถ้าเป็นมาก ประชาชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องซื้อมาหยอดตา




การรักษาด้วยการผ่าตัด






1.Intracapsular cataract extraction with/without intraocular lens implantation




อันนี้นิยมกันในแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา และดึงเอาเลนส์ออกมาทั้งอัน แล้วเย็บปิดแผลออ จะใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทนไม่ได้ คนไข้ต้องใส่แว่นหนาเป็นพิเศษ ปัจจุบันแทบไม่มีใครทำ ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายเช่น ผู้ป่วยที่เยื่อยึดเลนส์หย่อน หรือฉีกขาด หรือผู้ได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ตาอย่างรุนแรงเท่านั้น

 
 
 
 

 
 

 

 
 
 

1.เปิดแผลขนาดใหญ่ที่กระจกตา

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 

2.เอาLensออกมา  


ภาพแสดง Intracapsular cataract extraction with intraocular lens implantation






2.Extracapsular cataract extraction with intraocular lens implantation




เป็นการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา เจาะถุงหุ้มเลนส์เอาเลนส์ที่ขุ่นออกทั้งอัน โดยเหลือถุงหุ้มเลนส์เอาไว้ และใส่เลนส์เทียมเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์นั้น แล้วจึงเย็บปิดแผล ซึ่งจะปลอดภัยในระหว่างการผ่าตัดมากกว่า และมีโรคแทรกซ้อนในภายหลังน้อยกว่ามาก ปัจจุบันนิยมทำวิธีนี้ ในรายที่เลนส์แข็งๆขุ่นๆครับ แต่แนวโน้มก็ลดลงเรื่อยๆแล้ว


3.Phacoemulsification and aspiration with intraocular lens implantation




วิธีนี้เป็นที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กกว่าสองวิธีแรก แผลที่ผ่าตัดเข้าในตาอาจมีขนาดไม่ถึงครึ่งเซ็นต์ และจะเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า แล้วใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวสลายเนื้อเลนส์ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยดูดออกมาในภายหลัง (วิธีอื่นๆ เป็นการผ่าตัดเอาเลนส์ออกมาเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นเดียว ขนาดของแผลจึงกว้างกว่าวิธีนี้มาก) จากนั้นจึงใส่เลนส์เทียม และอาจจะ เย็บปิดแผลหรือไม่เย็บก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล (ถ้าใส่เลนส์ชนิดพับได้ ก็ไม่ต้องเย็บแผล) ปัจจุบันทำกันอย่างแพร่หลายในกรุงเทพ ตามโรงพยาบาลศูนย์ และโรคพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเครื่องมือ (โรงพยาบาล ประจำจังหวัดแทบทุกโรงพยาบาล ก็มีเครื่องมือนี้แล้วครับ แต่เครื่องมือราคาแพงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ)




วิธีนี้ มีคนชอบบอกต่อๆกันมา ว่า รักษาต้อกระจกด้วยเลเซอร์ ..ไม่ใช่นะครับ ..เครื่องสลายต้อครับไม่ใช่เลเซอร์




4.Manual phacofragmentation




วิธีนี้แผลมีขนาดเล็ก ทำโดยแบ่งเลนส์เป็นชิ้นๆ แล้วค่อยคลอดเลนส์ออกมา ได้ผลดีกว่าวิธีที่2 ใกล้เคียงกับการสลายต้อกระจก แต่มีข้อดีคือ ใช้เครื่องมือราคาถูกกว่า ไม่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงควรส่งเสริมให้ทำในประเทศของเรา ในช่วงเศรษกิจพอเพียง


 

Post by:นพ.พิพัฒน์ คงทรัพย์

วันที่: 2013-12-23 เข้าอ่าน(772)